ระบบบริหารจัดการเว๊ปไซต์

  • ระบบฐานข้อมูลเครือข่าย

  • Member Login
    Lost your password?

    สรุปการสัมภาษณ์ นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ เรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปสื่อ”

    คปก.เสนอหลักการปฏิรูปสื่อ เน้นกำกับไม่ควบคุม สร้างกลไกการกำกับดูแลกันเอง ตั้งสภาวิชาชีพและดึงหน่วยงานปกครองหรือกวทช.กำกับดูแลร่วม

    นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กรรมการปฏิรูปกฎหมายชุดที่ ๑ ให้สัมภาษณ์ทางรายการ ๑๐๑ ปฏิรูปกฎหมายประชาชนกับคปก. เรื่อง ทิศทางการปฏิรูปประเทศวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๐  โดย กล่าวว่าการสื่อสารในปัจจุบันมีการพัฒนาช่องทางการสื่อสารหลายทางที่ไม่จำกัดเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ที่เป็นสื่อกระแสหลักเท่านั้น มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสารด้านเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ รายงานข่าวสารที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพขององค์กรสื่อเองพัฒนาไปในเชิงพาณิชย์ ทำให้สื่อมวลชนถูกตั้งคำถามถึงเนื้อหาที่ถ่ายทอดผ่านสื่อมีความถูกต้อง มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ รวมไปถึงการมีจรรยาบรรณวิชาชีพ กรณีการเผยแพร่ข่าวที่ละเมิดสิทธิเด็กและความรุนแรง เป็นต้น  ปัญหาที่เกิดขึ้นประการหนึ่งคือ สื่อกระแสหลักไม่สามารถกลั่นกรองข้อมูลที่เกิดขึ้นมาหาข้อเท็จจริง และยอมรับว่าสื่อเองไม่ได้นำมาหารือกันเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีมานานนำมาสู่การปฏิรูปสื่อสารมวลชน

    นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สื่อต้องปรับเปลี่ยนบทบาททำหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารที่มีข้อเท็จจริงไหลเวียนให้มีคุณภาพ  คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้จัดทำบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะการส่งเสริมและกำกับดูแลจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อสารมวลชน (ด้านการปฏิรูปกฎหมายสื่อสารมวลชน) โดยมีแนวคิดเกี่ยวกับข้อเสนอเชิงหลักการเกี่ยวกับการออกแบบกลไกด้านการกำกับดูแลจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน และข้อเสนอให้มีการออกกฎหมายรับรองการจัดตั้งสภาวิชาชีพ “สภาวิชาชีพสื่อมวลชน”  โดยให้มีกฎหมายเพื่อรับรองการจัดตั้ง”สภาวิชาชีพสื่อมวลชน” ขึ้นมากำกับดูแลกันเองโดยสภาวิชาชีพ เป็นหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่กำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้อยู่ภายใต้มรรยาทและมาตรฐานเดียวกัน  และข้อเสนอออกแบบระบบการกำกับดูแลอย่างเป็นธรรม  โดยให้มีกลไกการกำกับดูแล ๓ ชั้น   ในชั้นที่ ๑ ให้องค์กรสื่อสร้างกลไกและกระบวนการกำกับดูแลกันเองภายในองค์กร มีคณะกรรมการเกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียนและควรทำหน้าที่ตรวจสอบองค์กรของตนเอง ยกตัวอย่างกรณี “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส มีคณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียน ถ้าไทยพีบีเอส ถูกกล่าวหาว่าไปละเมิด คณะกรรมการฯ ชุดนี้ ก็จะพิจารณา หากมีความรุนแรงก็มีการลงโทษตามขั้นตอนของหน่วยงาน และแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบ หากไม่พอใจผลการพิจารณา ผู้ร้องเรียนก็นำเรื่องเสนอสภาวิชาชีพกลาง เพื่อให้ความเป็นธรรม” ส่วนกลไกการกำกับดูแล ชั้นที่ ๒ ออกแบบเพื่อให้ติดตามการกำกับดูแลขององค์กรสื่อในชั้นที่ ๑ ได้รับการทบทวน และกำกับโดยสภาวิชาชีพออกกฎหมายรองรับการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและกำกับดูแลผู้ประกอบการวิชาชีพปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานจริยธรรมแห่งวิชาชีพที่องค์กรประกาศกำหนด  และกลไกการกำกับดูแลชั้นที่ ๓ เป็นกลไกการกำกับดูแลร่วม ออกแบบกลไกให้หน่วยงานทางปกครอง หรือหน่วยงาน

    ของรัฐ หรือกสทช.เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแล มีบทบาทหรืออำนาจเพื่อทบทวนคำวินิจฉัยของสภาวิชาชีพ แต่เฉพาะเรื่องกำหนดโทษหรือระดับของการลงโทษเท่านั้น

    ในส่วนประเด็นความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่อยู่ในระหว่างการทบทวนเนื้อหาร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนั้น นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ กล่าวว่าไม่เห็นด้วยเนื้อหาร่างกฎหมายในประเด็นที่จะให้มีเจ้าหน้าที่รัฐรับเข้ามากำกับดูแล  และการมีใบประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน  เนื่องจากการแสดงความเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน  และเน้นย้ำประเด็นให้สื่อมวลชนมีการกำกับดูแลในองค์กรกันเองให้มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจะเป็นการส่งเสริมวิชาชีพสื่อมวลชน

                                 …………………………………………………………………………………….

                                                                                       สรุปและเรียบเรียงโดย สื่อสารองค์กร